เศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางปฏิบัติของ ทฤษฎีใหม่เป็นแนวทางในการพัฒนาที่นำไปสู่ความสามารถ ในการพึ่งตนเอง ในระดับต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นตอนโดยลดความเสี่ยงเกี่ยวกับความผันแปรของธรรมชาติหรือการ เปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่างๆ โดยอาศัยความพอประมาณและความมีเหตุผลการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ ความเพียร และความอดทน สติและปัญญา การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และความสามัคคี
          เศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายกว้างกว่าทฤษฎีใหม่โดยที่เศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบแนวคิดที่ชี้บอก หลักการและแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ในขณะที่ แนวพระราชดำริเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่่หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาภาคเกษตรอย่างเป็นขั้นตอนนั้น เป็นตัวอย่างการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในทาง
ปฏิบัติ ที่เป็นรูปธรรมเฉพาะในพื้นที่ที่เหมือนกัน
          ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ อาจเปรียบเทียบกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบพื้นฐานกับแบบก้าวหน้า ได้ดั้งนี้
          ความพอเพียงในระดับบุคคลและครอบครัวโดยเฉพาะเกษตรกร เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐานเทียบ ได้กับทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ที่มุ่งแก้ปัญหาของเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลแหล่งน้ำต้องพึ่งน้ำฝนและประสบความเสี่ยง จากการที่น้ำไม่พอเพียง แม้กระทั่งสำหรับการปลูกข้าวเพื่อบริโภค และมีข้อสมมติว่ามีที่ดินพอเพียงในการขุดบ่อ เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวจากการแก้ปัญหาความเสี่ยงเรื่องน้ำ จะทำให้เกษตรกรสามารถมีข้าวเพื่อการ
บริโภคยังชีพในระดับหนึ่งได้ และใช้ที่ดินส่วนอื่น ๆ สนองความต้องการพื้นฐานของครอบครัวรวมทั้งขาย ในส่วน ที่เหลือเพื่อมีรายได้ที่จะใช้เป็นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่สามารถผลิตเองได้ ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวให้ เกิดขึ้นในระดับครอบครัว
          อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่ง ในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ก็จำเป็นที่เกษตรกรจะต้องได้รับความช่วยเหลือจาก ชุมชนราชการ มูลนิธิ และภาคเอกชน ตามความเหมาะสม
         ความพอเพียงในระดับชุมชนและระดับองค์กรเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฏี ีใหม่ขั้นที่ 2 เป็นเรื่องของการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ หรือการที่ธุรกิจต่างๆ รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ
        กล่าวคือ เมื่อสมาชิกในแต่ละครอบครัวหรือองค์กรต่างๆ มีความพอเพียงขั้นพื้นฐานเป็นเบื้องต้นแล้วก็จะ รวมกลุ่มกัน เพื่อร่วมมือกันสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มและส่วนรวมบนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามกำลังและความสามารถของตนซึ่งจะสามารถทำให้ ชุมชนโดยรวมหรือเครือข่าย วิสาหกิจนั้น ๆ เกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติอย่างแท้จริง
        ความพอเพียงในระดับประเทศ เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 ซึ่งส่งเสริมให้ชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจสร้างความร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ ในประเทศ เช่น บริษัทขนาดใหญ่ ธนาคาร สถาบันวิจัย เป็นต้น
        การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในลักษณะเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ในการสืบทอดภูมิปัญญา แลกเปลี่ยน ความรู้ เทคโนโลยี และบทเรียนจากการพัฒนา หรือร่วมมือกันพัฒนา ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ ประเทศอันเป็นสังคมใหญ่อันประกอบด้วยชุมชน องค์กร และธุรกิจต่าง ๆ ที่ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงกลายเป็น
เครือข่ายชุมชนพอเพียงที่เชื่อมโยงกันด้วยหลัก ไม่เบียดเบียน แบ่งปัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ในที่สุด


" … ขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน
มีความสงบและทำงานตั้งอธิษฐาน ตั้งปณิธาน
ในทางนี้ ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพอกิน
ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่มีความความพออยู่พอกิน มีความสงบ
เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้
เราก็จะยอดยิ่งยวดได้ …
ฉะนั้นถ้าทุกท่านซึ่งถือว่าเป็นผู้มีความคิดและมีอิทธิพล
มีพลังที่จะทำให้ผู้อื่น ซึ่งมีความคิดเหมือนกัน
ช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ขอย้ำพอควร
พออยู่พอกิน มีความสงบ ไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้จากเราไปได้
ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดที่ถาวรที่จะมีคุณค่าอยู่ตลอดกาล "

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนพรรษา 23 ธันวาคม 2542

          เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงชีวิต ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลย
เดชมีพระราชดำรัสแก่ชาวไทยนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2517 เป็นต้นมาและพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธ.ค. 2540 เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนใน กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆในทางการเมืองไทยแล้ว เศรษฐกิจพอเพียง มีบทบาทสำคัญใน
การสถาปนาอำนาจนำด้านอุดมการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กษัตริย์นิยม ในสังคมไทย ในฐานะ "กษัตริย์นักพัฒนา" ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของอุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียง สิ่งเหล่านี้ถูกตอกย้ำ และผลิตซ้ำ โดยสถาบันทางสังคมต่าง ๆ เช่น สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ สื่อมวลชน ส่งผลให้เศรษฐกิจพอเพียง
มีบทบาทต่อการกำหนดอุดมการณ์การพัฒนาของประเทศและการพยายามตีความเพื่อสร้างความชอบธรรมใน การพัฒนาโดยปัญญาชน อย่างเช่น ประเวศ วะสี เสน่ห์ จามริก อภิชัย พันธเสน และฉัตรทิพย์ นาถสุภา ซึ่งเชื่อมโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับอุดมการณ์วัฒนธรรมชุมชนซึ่งเคยถูกเสนอมาก่อนหน้าโดยองค์กร
พัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่งนับตั้งแต่พุทธทศวรรษ 2520 ก็ได้ช่วยให้อุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียงขยายครอบ คลุมส่วนต่าง ๆ ของสังคม
          สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจ และสาขาอื่น ๆ ร่วมกันประมวลและกลั่นกรองพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรจุในแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 และได้จัดทำเป็นบทความเรื่อง "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" และได้นำความกราบบังคลทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2542
โดยทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทานและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำบทความที่ทรงแก้ไขแล้วไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนโดยทั่วไป เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ได้รับการเชิดชูเป็นอย่างสูงจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศและสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึด เป็นแนวทางสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน โดยมีนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์หลายคนเห็นด้วยกับแนวทาง เศรษฐกิจพอเพียง ในขณะที่ในบางสื่อได้มีการตั้งคำถามถึงการยกย่องนี้รวมทั้งความน่าเชื่อถือของรายงาน
ศึกษาและท่าทีของสหประชาชาติ
วิถีเกษตรกรรมไทย ตั้งบนฐานของการเรียนรู้สรรพสิ่งรอบตัว รู้จักดิน ฟ้า ป่า น้ำ แล้วจึงรู้ว่าจะจัดการกับสิ่งเหล่า นั้นอย่างไร ที่สำคัญคือความเป็นชาวพุทธที่รู้และเข้าใจ คำว่า “ทางสายกลาง” ความพอดี พอเพียง และรู้จักที่จะรักเพื่อนมนุษย์และ
ธรรมชาติรอบตัว อย่างที่เวลานี้ใช้คำว่า สมดุลธรรมชาติ ที่จะไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งชีวิตผู้คนธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แนวทางเกษตรอินทรีย์ เป็นการเริ่มต้นจากการหวนกลับมาทบทวน และมองเป็นสิ่งดีที่มีอยู่เดิม แล้วต่อยอดพัฒนา อย่างมี
กระบวนการ มีระบบ บนพื้นฐานที่มีอยู่จริง บนศักยภาพที่แท้จริง แนวทางเกษตรอินทรีย์ จึงเป็นมรรควิธี (MEANS) เพื่อนำไปสู่
จุดมุ่งหมาย (END) คือสิ่งที่ดีขึ้นโดยองค์รวม ทั้งชีวิตเกษตรกร ผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม และคุณค่าที่หลายคนมองไม่เห็นคือความ
มีคุณธรรม การนำไปสู่ศานติสุขอย่างยั่งยืน แล้วจากนั้น การสร้างรายได้ที่เป็นธรรมจึงจะตามมา แนวทางเกษตรอินทรีย์ เริ่มต้น
จากการปรับวิธีคิด ศึกษาธรรมชาติหรือระบบนิเวศวิทยา ให้เข้าใจวิธีการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ เพื่อสามารถเลือกสรรและนำมา
ปรับใช้อย่างเหมาะสมกับแต่ละแหล่งผลิต สามารถพึ่งพาตนเองได้ เป็นอิสระ เลือกได้ว่าจะผลิตอย่างไร และแบ่งปันหรือขายให้
้ใครแต่ต้องไม่ลืมฐานของความสมดุล พอเพียง พอดี แนวทางเกษตรอินทรีย์ จึงไม่ใช่สูตรสำเร็จ ไม่ติดกับชื่อที่เรียกบางครั้งอาจ
เรียกว่า เกษตรกรรมทางเลือก เกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรไร้สารพิษ ทั้งหมดคือทิศทางเดียวกันทั้งสิ้น คือทิศทางการลดเคมี
เกษตร ส่วนการที่จะลดเคมีเกษตรลงมากน้อยเพียงใด หรือไม่ใช้เลย ขึ้นอยู่กับกระบวนการจัดการว่าเข้าใจถึงสภาพปัญหาและ
ค้นหาองค์ความรู้เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาได้มากน้อยเพียงใด เช่น ไม่ใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ เช่น ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี
ีสังเคราะห์ ไม่ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ไม่ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ผิดธรรมชาติ หรือเกี่ยวข้องกับ GMOs ไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อ
สิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมไปถึงการผลิตสัตว์อินทรีย์ทั้งสัตว์บกสัตว์นำ ที่ไม่ใช้สารปฏิชีวนะ คำนึงสุขภาพสัตว์ สวัสดิภาพสัตว์และอาจ
รวมไปถึงเรื่องสินค้าที่ใช้เพื่อการบริการด้วย เช่น บริการท่องเที่ยว และศูนย์บริหารร่างกาย
เกษตรอินทรีย์ จึงเป็นกระบวนการเคลื่อนไหว (Movement) ไม่ใช่เป็นแต่เพียงการให้การรับรองผลผลิตปลายทางเท่านั้น (Accreditation) ในทางปฏิบัติจะต้องเริ่มพร้อมๆ กัน บนฐานคิดเดียวกันทั้งเกษตรกร ส่วนราชการ และเอกชน ด้วยการทบทวน รวบรวม ประมวลว่าเวลานี้ มีใครทำอะไร อย่างไร นั่นหมายถึงว่าเกษตรอินทรีย์ อาจมีหลายระดับ หลายวิธีการ หลายมาตรฐาน บนความเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย ไม่ใช่การกำหนดจากองค์กรภายนอกเพียงอย่างเดียวแต่ก็ไม่ใช่การผลิตตามสะดวกตามใจ
เพียงส่วนเกื้อหนุนสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาสิ่งเหล่านั้นขึ้นมา เท่านั้น ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือความหลากหลายของผลผลิต ความหลากหลายของภูมิปัญญา ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์
แนวทางเกษตรอินทรีย์จึงเป็นหนทางหนึ่งของการกลับมาทบทวนการเกษตรของประเทศไทยให้เกษตรกรรายย่อยได้ถอยกลับ
มาตั้งหลักเพื่อ ก้าวสู้ก้าวใหม่ ที่มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรผู้ผลิตก่อน เรื่องผลผลิตเป็นประการต่อมา จะพัฒนาผลผลิต
อย่างไร เพราะต้องยอมรับว่า ท้ายที่สุด หากเป็นความต้องการของเกษตรกรที่จะผลิตเพื่อเข้าสู่การแข่งขันทางการตลาด การ
เตรียมความพร้อมในทุกด้านเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อพร้อมแล้วจึงจะออกไปแข่งขันได้
 

เกษตรทฤษฏีใหม่  
การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นทฤษฎีแห่งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการบริหารงานในการทำการเกษตรที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช มหาราช ทรงพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการเกษตร โดยการแบ่งพื้นที่การเกษตรออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่งขุดสระกักเก็บน้ำ จำนวน 30% ของพื้นที่ ส่วนที่สอง ปลูกข้าว จำนวน 30% ของพื้นที่ ส่วนที่สาม ปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น และส่วนที่สี่ เป็น พื้นที่ที่ใช้สร้างสิ่งปลูกสร้างเช่น ที่อยู่อาศัย โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ ฉาง จำนวน 10% ของพื้นที่ จำนวนสัดส่วนของพื้นที่นี้ทั้งหมดสามารถปรับเพิ่มหรือลด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสภาพพื้นที่แต่ละแห่ง เช่นครอบครัวหนึ่งมีสมาชิกจำนวน 4 คน พื้นที่มีแหล่งน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี แต่ดินม ีความอุดมสมบูรณ์ต่ำก็ควรปรับลดพื้นที่ขุดสระ และเพิ่มพื้นที่นาข้าวเพื่อให้มีข้าวบริโภคเพียงพอตลอดทั้งปี
พื้นที่ส่วนที่หนึ่ง จำนวน 3.6 ไร่ (30%) ขุดสระกักเก็บน้ำจำนวน 2 สระ สามารถกักเก็บน้ำ ได้รวม 10,455 ลูกบาศก์เมตร เพียงพอ ต่อการนำน้ำมาใช้ ในการทำการเกษตรได้ทั้งป ีแต่การผันน้ำมาใช้นั้น ยังคงต้องใช้เครื่องจักรกลในการสูบน้ำมาใช้ ทำให้สูญเสียพลังงานเชื้อเพลิง จำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ถ้าสามารถลดการใช้พลังงานลงได้หรือ หาพลังงาน เชื้อเพลิงอื่นทดแทน หรือมีการวางแผนการใช้น้ำ เช่น หากพื้นที่มีระดับที่ต่างกันมาก สามารถวางท่อนำน้ำออกมาใช้โดยไม่ต้องใช้เครื่องสูบน้ำและน้ำมัน เป็นการจัดการทำให้ ต้นทุนการเกษตรลดลงได้ในระยะยาว
พื้นที่ส่วนที่สอง 3.6 ไร่ (30%) ใช้ปลูกข้าว ดำเนินการในปี 2547 เตรียมดิน หว่านกล้าและปักดำโดยใช้ข้าวจ้าวหอมมะลิ 105 จำนวน 40 กิโลกรัม ทำการกำจัดวัชพืชในนาข้าว โดยการถอน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16 – 20 – 0 จำนวน 30 กิโลกรัมและปุ๋ยเคมีสูตร 40 – 0 – 0 จำนวน 30 กิโลกรัม
พื้นที่ส่วนที่สาม 3.6 ไร่ (30%) ปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยแบ่งพื้นที่ปลูกดังนี้ 1. พื้นที่จำนวน 2 ไร่ ปลูกมะม่วงพันธุ์โชคอนันต์ จำนวน 50 ต้น 2. พื้นที่จำนวน 0.5 ไร่ ปลูกกล้วยน้ำหว้า จำนวน 60 ต้น 3. พื้นที่จำนวน 0.5 ไร่ ปลูกพืชผัก จำนวน 20 แปลง 4. พื้นที่จำนวน 0.6 ไร่ ปลูกไม้ใช้สอย อาทิเช่น - ต้นสัก จำนวน 30 ต้น - ต้นยูคาลิปตัส จำนวน 80 ต้น - ต้นไผ่รวก จำนวน 10 ต้น - ต้นไผ่ตง จำนวน 5 ต้น - ต้นหวาย จำนวน 30 ต้น
พื้นที่ส่วนที่สี่ 1.2 ไร่ (10%) เป็นพื้นที่สร้างที่อยู่อาศัยและคอกสัตว์ 1. สร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ จำนวน 1 หลังขนาด 3*4 เมตร เลี้ยงไก่แล้ว 3 รุ่น จำนวน 200 ตัว คัดไว้เป็นพ่อพันธุ์ จำนวน 2 ตัวและแม่พันธุ์ จำนวน 10 ตัว 2. สร้างโรงเรือนเลี้ยงเป็ดจำนวน 1 หลัง ขนาด 3*4 เมตร ใช้เลี้ยงเป็ด 3 รุ่น จำนวน 129 ตัว คัดไว้เป็นพ่อพันธุ์ จำนวน 2 ตัวและแม่พันธุ์ จำนวน 10 ตัว 3. สร้างโรงเรือนสุกร จำนวน 1 หลัง ขนาด 3.5*19.5 เมตร ดำเนินการเลี้ยงสุกรจำนวน 20 ตัว 4. สร้างศาลาถ่ายทอดเทคโนโลยี จำนวน 1 หลัง ขนาด 3.5*10.5 เมตร ใช้เป็นพื้นที่แสดงและถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป